วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ดอกไม้งามใน 3 ประเทศ



ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ (Lisa)

          อีกหนึ่งกิจกรรมที่เติมความสดชื่นสดใสให้หัวใจของนักเดินทาง คือการได้ชมดอกไม้ประจำฤดูกาลที่แข่งกันอวดความงามระบายสีสันให้โลกของเรา ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนในเมืองไทยหรือฤดูใบไม้ผลิของเมืองนอก นาทีนี้มีนานาดอกไม้เบ่งบานรอทักทายคุณอยู่แล้ว

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ

 เนเธอร์แลนด์...แดนทิวลิปและงานดอกไม้โลก

          ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกดอกทิวลิปอันดับหนึ่งของโลก หลายคนที่ไปเยือนเนเธอร์แลนด์ย่อมอยากไปชมและแชะภาพกับทุ่งทิวลิปหลากสีตระการตาไว้เป็นที่ระลึกโดยเฉพาะที่สวนสวยเคอร์เคนฮอฟในเมืองลิซเซ่ ห่างจากกรุงอัมสเตอร์ดัม 29 กม. หนึ่งในสถานที่เที่ยวขึ้นชื่อ เพราะเป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่สำคัญของประเทศนี้ โดยจะจัดงานเทศกาลดอกทิวลิปบานขึ้นทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม บนพื้นที่กว่า 80 ไร่

          สำหรับคนรักดอกไม้จะตื่นตาตื่นใจไปกับแปลงทิวลิปที่ชูดอกอวดสีสันสวยงาม ภายในสวนยังร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้เรียงรายแสนร่มรื่นบึงน้ำใหญ่ที่ใหญ่ความสดชื่นท่ามกลางแดดแรง และเพลิดเพลินชมไม้ดอกนานาชนิด เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิลหรือนาซิสซัส และไฮยาซินธ์ ออกดอกละลานตาแต่งแต้มให้สวนเคอร์เคนฮอฟเป็นดั่งสวรรค์ของคนรักดอกไม้จริง ๆ

          อีกไฮไลต์ที่หากไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์ในช่วงเวลานี้ ต้องไปงาน Floriade World Horticultural Expo 2012 ในเมืองเวนโลงานนี้จัดขึ้นทุก ๆ 10 ปี โดยเริ่มจัดขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1960 ณ เมืองรอตเทอร์ตาม สำหรับปีนี้จะจัดต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม ชมความยิ่งใหญ่ของงานแสดงพันธุ์ไม้จากทั่วทุกมุมโลกบนพื้นที่สวน 66 เอเคอร์ ที่นำเสนอแนวคิดและธีมแตกต่างกันในแต่ละโซน มีพื้นที่นิทรรศการและการแสดงต่าง ๆ อีก 40 เอเคอร์ที่ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนาน ชมนวัตกรรมทางการเกษตรเทคนิคการปลูกดอกไม้ต่าง ๆ โชว์พันธุ์ไม้โซนร้อนและโซนหนาว รวมถึงพันธุ์ไม้และดอกไม้ประจำชาติต่าง ๆ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.floriade.com


ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ

 อำลาซากุระทักทายดอกไม้หลากสีที่ญี่ปุ่น

          นับแต่ต้นปีเป็นต้นมาปฏิเสธไม่ได้ว่าดอกซากุระเป็นจุดขายการท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเทศกาลฮานามิหรือเทศกาลชมดอกซากุระ ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองนั้น เพราะซากุระในแต่ละแห่งบานไม่พร้อมกันจนเดือนพฤษภาคมเมื่อเจ้าดอกสีชมพูหวานได้ทยอยอวดความงามเกือบทุกพื้นที่ของประเทศแล้วนั่นแหละ จึงยอมหลีกทางให้ดอกไม้สายพันธุ์อื่น ๆ ได้โชว์สีสันความสวยกันบ้าง

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ

          ซึ่งญี่ปุ่นในช่วงนี้มีดอกไม้แสนสวยหลายชนิดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ เช่น ทุ่งดอกทิวลิปหลากสีในสวนสนุก Huis Ten Bosch เกาะคิวชู เมืองนางซากิ ที่ตกแต่งด้วยดอกทิวลิปกว่า 3 แสนดอก หรือทุ่งทิวลิป 400 สายพันธุ์ที่ชูช่อล้อแสงแดดสายลมในอุทยานโทนามิ ขณะที่สวนคามิยุเบทสีก็จัดงานเทศกาลดอกทิวลิปด้วย

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ
ภาพประกอบจาก Sergii Rudiuk / Shutterstock.com 

          เวลาเดียวกันที่สวนทะคิโนะอุเอะบนเกาะฮอกไกโดจะถูกปกคลุมไปด้วยดอกชิบะซากุระ หรือดอกพิงก์มอสส์ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ซึ่งพันธุ์ไม้นี้ มีลักษณะคล้ายต้นหญ้า ดังนั้น เมื่อเวลาออกดอก จึงทำให้พื้นที่กว่าแสนล้านตารางเมตรของสวนเหมือนถูกปูไปด้วยพรมสีสดไล่เฉดตั้งแต่สีขาว ชมพู ม่วง และแดง...ดูสวยแจ่มไปเลย แต่หากมาเที่ยวฮอกไกโดในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ก็จะได้ยลโฉมความงามของทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วง โรแมนติก โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวอย่างฟุระโนะนั้น มีสวนลาเวนเดอร์หลายแห่งที่ปลูกขายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำหอมและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีกลิ่นลาเวนเดอร์ อย่างพลาดไปชมสวนเกษตรโทมิตะที่ปลูกลาเวนเดอร์ เจ้าแรก ๆ ของเมือง จึงจะได้ชื่อว่ามาถึงต้นกำเนิดของลาเวนเดอร์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

          ยังมีดอกไม้อีกหลายชนิดที่ออกดอกรอให้เราไปดอมดม เช่น ดอกริงโกะหรือดอกแอปเปิ้ล ที่แอปเปิ้ลโรคซึ่งมีความยาวกว่า 20 กม. ในเมืองอาโอโมริ ดอกอายาเมะหรือดอกไอริชในสวนโฮริศิริ โชบุเอน ตลอดจนทุ่งดอกเรพสีเหลืองอร่ามในเมืองทะชิคะวะ อันเป็นแหล่งปลูกดอกเรพที่ใหญ่ที่สุดหากสนใจไปเที่ยวชมดอกไม้หลากสีที่ญี่ปุ่น สอบถามข้อมูลที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ชั้น 10 เสริมมิตรทาวเวอร์ 159 ถนนสุขุมวิท 21 โทร. 0-2261-3525-6

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ยลดอกไม้งามใน 3 ประเทศ
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

 ต้องมนตรากุหลาบพันปีบนภูหลวง

          ฤดูร้อนเมืองไทยเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ชื่นชมดอกไม้สีสดใสหลายชนิด หากสังเกตสองข้างถนนจะสะดุดตากับสีเหลืองสวยของดอกราชพฤกษ์ ทรงบาดาล สุพรรณิการ์ เหลืองปรีดียาธร สีชมพูหวานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ เฟื่องฟ้า เล็บมือนางที่ริมรั้ว สีแดงร้อนแรงของดอกหางนกยูง และทองกวาว แต่ถ้าอยากชมกุหลาบพันปี ตลอดจนดอกไม้ป่าหายากในช่วงเวลานี้ขอแนะนำให้ไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย บนความสูงเฉลี่ย 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

          สภาพป่าบนภูหลวงถือว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในอีสาน อีกทั้งการดูแลอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในหน้าฝนจะปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อให้ป่าได้ฟื้นฟูตัวเอง บนภูหลวงจึงยังมีดอกไม้และพรรณไม้ป่าหายากที่มีค่าอยู่เป็นจำนวนมากและออกดอกหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี ซึ่งดอกไม้ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงาม โดดเด่นเป็นราชินีแห่งหน้าร้อนยามนี้ก็เช่น เอื้องตาเหิน เอื้องครั่งแสด เอื้องม่อนไข่ กล้วยไม้ตระกูลสิงโต และไม้พุ่ม พวกกุหลาบพันปีที่มีทั้งดอกสีขาวและสีแดงเจิดจ้า เราสามารถเดินชมได้ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติรวมระยะทางกว่า 1,870 เมตร และมีจุดชมวิวที่น่าสนใจ เช่น ผาสมเด็จ ผาเตลิ่น ลานหินโหล่นแต้ ฯลฯ เป็นเส้นทางวงกลม เดินง่าย ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เต็มอิ่ม ยกเว้นถ้าคุณชอบถ่ายรูปก็คงต้องใช้เวลามากกว่านั้น

          เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเป็นพื้นที่ค่อนข้างปิด หากจะเข้าไปเที่ยวต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าก่อน 15 วัน คลิกดูรายละเอียดที่ www.phuluang.org สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเลย โทร. 042-812-812, 042-811-405

 

10 แหล่งธรรมชาติมหัศจรรย์ ที่ควรเห็นก่อนจะหายสาบสูญ


Barrier Reef

แนวปะการังใต้ทะเลเบลีซ ประเทศเบลีซ


          โลกเรามีแหล่งธรรมชาติที่สวยงามอยู่มากมาย กระจัดกระจายกันไปตามแต่ละประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้โลกใบนี้มีงดงามมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยกาลเวลา การคุกคาม และสภาพอากาศของโลกเราที่แปรปรวนไป ส่งผลทำให้ธรรมชาติบางแห่ง มีแนวโน้มที่จะหายสาบสูญไปในอนาคต เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำเอา 10 แหล่งธรรมชาติ ที่สุดแสนมหัศจรรย์มาให้ชมกัน ก่อนที่จะหายสาบสูญไป

1. แนวปะการังใต้ทะเลเบลีซ ประเทศเบลีซ

          ที่นี่คือหนึ่งในระบบนิเวศน์ที่มีแนวปะการังใต้ทะเลมากที่สุดในโลก เป็นบ้านของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ทั้งฉลามวาฬ ปลากระเบน พะยูน และสัตว์ทะเลน้อยใหญ่อื่น ๆ ขณะเดียวกัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ภาวะโลกร้อน มลพิษจากการกสิกรรม การเพิ่มขึ้นของจำนวนการท่องเที่ยว การบุกรุกชายฝั่งเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้พื้นที่ของแนวประการัง ลดน้อยลงไปกว่า 50% เลยทีเดียว

The Congo Basin

ลุ่มน้ำคองโก ประเทศคองโก

2. ลุ่มน้ำคองโก ประเทศคองโก

          ด้วยพื้นที่ที่มากกว่า 1.3 ล้านตารางไมล์ ลุ่มน้ำคองโกจึงเป็นเขตป่าฝน ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก อีกทั้งยังสามารถผลิตก๊าซออกซิเจนให้กับโลกได้ถึง 40% และยังเป็นแหล่งสำคัญในเรื่องของอาหาร ยารักษาโรค และแร่ธาตุนานาชนิด

          จากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่าจะมีผืนป่าหายสาบสูญไปใน ปี 2040 (พ.ศ.2583) จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การบุกรุกพื้นที่เพื่อการทำเหมือง การลักลอบตัดไม้ การทำนา การทำฟาร์มปศุสัตว์ และสงครามกองโจร รวมไปถึงการตัดถนนเพื่อการทำเหมือง การล่าสัตว์ทั้งฝูงลิงกอริลล่า ฝูงช้างป่า ฝูงลิงโบโนโบ ฝูงโอคาปิ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ความสมดุลทางธรรมชาติลดลง และส่งผลทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

Dead Sea

ทะเลเดดซี

3. ทะเลเดดซี

          ทะเลเดดซีถือเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในโลก (1,312 ฟุตจากระดับน้ำทะเล) มีระดับความเค็มของน้ำทะเลมากกว่าที่อื่น ๆ ถึง 10 เท่า และยังเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแร่ธรรมชาติมากมาย ที่ช่วยในการรักษาโรคได้ แต่ในปัจจุบัน การบุกรุกธรรมชาติเพื่อการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม รวมไปถึงบริษัทเครื่องสำอางต่าง ๆ ที่มาเอาแร่ธรรมชาติไปใช้ในทางการค้า ทำให้สภาพแวดล้อมได้รับผลกระทบอย่างมาก

Everglades

อุทยานเอเวอร์เกลดส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

4. อุทยานเอเวอร์เกลดส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

          ด้วยพื้นที่ที่เป็นบึงน้ำกว่า 2.5 ล้านเอเคอร์ แวดล้อมไปด้วยหนองน้ำจำนวนมาก พืชชายเลนต่าง ๆ ป่าสนซาวันนาห์ และเป็นที่เดียวในโลก ที่จระเข้ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ มลพิษที่เกิดจากการทำกสิกรรม การบุกรุกเขตพื้นที่ ทำให้กว่า 60% ของบริเวณพื้นที่น้ำกลายเป็นพื้นที่ใกล้เมือง และการกสิกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังทำให้พื้นที่ที่อยู่อาศัยของเสือดำฟลอริด้าเหลืออยู่น้อยลง และอาจจะทำให้เสือดำฟลอริด้าสูญพันธุ์ไปในอีก 40 ข้างหน้า

Madagascar

เกาะมาดากัสการ์

5. เกาะมาดากัสการ์

          เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมากกว่า 80% ของเกาะจะมีพฤกษชาติ และสัตว์ประจำมาดากัสการ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาเป็นเวลาหลายล้านปี ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้เลยบนโลกใบนี้ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่า ป่าต่าง ๆ บนเกาะมาดากัสการ์จะสูญหายไปในอีก 35 ปีข้างหน้า เนื่องจากระบบนิเวศน์ต่าง ๆ จะถูกทำลายลง ด้วยการแอบลักลอบตัดไม้ ทั้งเพื่อการกสิกรรมและการบุกรุกป่าเพื่อล่าสัตว์

Maldives

เกาะมัลดีฟส์

6. เกาะมัลดีฟส์ ประเทศมัลดีฟส์

          เกาะที่เป็นประเทศนี้ อุดมไปด้วยแนวปะการังและปลาที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เช่น ปลานโปเลียนยักษ์ ปลาฉลามเสือดาว และปลากระเบนอีกกว่า 250 ชนิด และจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเอาไว้ว่า ถ้าหากภาวะโลกร้อนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้น้ำแข็งจากขั้วโลกละลาย และเกิดน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น เกาะเล็ก ๆ กว่า 1,190 เกาะ และเกาะต่าง ๆ ที่เกิดจากหินปะการังที่อยู่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย ก็จะมีระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอีก 8 ฟุต ซึ่งหมายถึงจะทำให้เกาะต่าง ๆ จมทะเลหายไป 

          ทั้งนี้ เมื่อปี 2008 (พ.ศ.2551) ประธานาธิบดีของมัลดีฟส์ได้ประกาศเอาไว้ว่า จะซื้อที่ดินในประเทศอื่น ๆ รวมไปถึงในประเทศอินเดียเอาไว้ เพื่อสำหรับเป็นบ้านของประชาชนชาวมัลดีฟส์ในอนาคต แทนที่ผืนดินที่จมทะเลหายไป

The Poles

ขั้วโลกเหนือ

7. ขั้วโลก

          ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ถือเป็นเอกลักษณ์และมีอิทธิพลต่อโลกใบนี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภูเขาน้ำแข็งไอซ์เบิร์ก แสงขั้วโลกเหนือ และสัตว์ขั้วโลกต่าง ๆ ทั้ง นกเพนกวิน หมีขั้วโลก และปลาวาฬ แต่หากว่าภาวะโลกร้อนยังคงส่งผลกระทบอยู่อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ สถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮล คาดการณ์เอาไว้ว่า กว่า 80% ของนกเพนกวินจักรพรรดิจะสูญพันธุ์ไป ขณะที่หมีขั้วโลกก็ใกล้ที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์อีกว่า ในอีก 20-40 ปีข้างหน้า จะไม่มีน้ำแข็งอีกเลยในขั้วโลกใต้

Ranthambore

อุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์

8. อุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์ รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย

          อุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์แห่งนี้ ตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย และถือเป็นสถานที่ที่จัดได้ว่าดีที่สุดในโลก สำหรับการดูเสือในระยะใกล้ชิด แต่ในปัจจุบันจำนวนของเสือทั่วโลกลดลง 3,200 ตัว โดยมากกว่าครึ่งนั้นเป็นเสือที่อาศัยในประเทศอินเดีย ที่อยู่อาศัยของพวกมันลดลงไปถึง 93% ทั้งนี้ เสือถูกฆ่าตายในแต่ละวัน เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนจีน

The Tahuamanú Rainforest

ฝูงนกมาคอว์ ในป่าฝนทาฮัวมานู

9. ป่าฝนทาฮัวมานู ประเทศเปรู

          แหล่งอาศัยสำคัญของฝูงนกแก้ว ฝูงนกมาคอว์ และสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ฝูงตัวนิ่มยักษ์ แมวป่า เสือจากัวร์ และตัวนากยักษ์ แต่ป่าฝนแห่งนี้ยังคงเผชิญกับปัญหาการลักลอบตัดไม้ รวมไปถึงการซื้อขายต้นมะฮอกกานีของสหรัฐ ซึ่งสามารถแปลงสภาพให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ อีกทั้งการล่าสัตว์ และการทำลายระบบนิเวศน์ ที่ถือเป็นปัญหาหลักที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

Yangtze River

แม่น้ำแยงซี

10. ลุ่มแม่น้ำแยงซี ประเทศจีน

          ที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแพนด้ายักษ์ แกะแคระ โลมาหัวบาตรหลังเรียบ และนกกระเรียนไซบีเรีย แถมยังหล่อเลี้ยงชีวิตคนถึง 400 ล้านคนเลยทีเดียว แม้ว่าจะเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความสำคัญ แต่ก็มีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การทำกสิกรรม อุตสาหกรรมโรงงาน การขนส่งสินค้า การทำเหมืองแร่ และการทิ้งสิ่งปฏิกูล ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นปัญหาหลัก ที่สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมของลุ่มแม่น้ำแยงซี อีกทั้งพื้นที่นี้ยังมีความเสี่ยง ที่จะเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวขึ้นอีกด้วย


10 สุดยอดที่หมายของหนุ่มโสด


กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์



       ขึ้นชื่อว่าหนุ่มโสดแล้ว แน่นอนว่าความเป็นอิสระ ความสนุกสนาน และการตามหาสาวในฝัน ถือเป็นสิ่งที่หนุ่มโสดทั้งหลายต้องการอย่างมากที่สุด วันนี้กระปุกดอทคอมขออาสาพาหนุ่มโสดทุกท่านไปเที่ยวยังจุดหมายสำคัญ ๆ ของโลกที่น่าเดินทางไปเยี่ยมชม และไปน่าสัมผัสด้วยตัวคุณเอง ส่วนจะมีที่ไหนบ้างนั้น มาดูกัน

1. กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์
 
       เมืองหลวงของฟินแลนด์แห่งนี้อุดมไปด้วยวัฒนธรรมมากมาย เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา มีแต่คนวัยหนุ่มสาวที่แสวงหาการศึกษา การจ้างงาน และการผจญภัยต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญยังมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองแห่งสถาปัตยกรรม" สำหรับปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ที่สำคัญกรุงเฮลซิงกินี้ ยังเป็นเมืองที่มีผู้หญิงเยอะที่สุดในประเทศอีกด้วย


มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา

มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา

2. มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
       มหานครสำคัญของโลกซึ่งไม่เคยหลับใหล และเป็นเมืองที่ผสมผสานคนจากหลากหลายเผ่าพันธุ์และเชื้อชาติ มีทั้งสถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑ์ และหอศิลปะให้เลือกชมมากมาย แถมยังมีวัฒนธรรมผสมในแบบฉบับของตัวเอง เแถมผู้หญิงที่นี่ ยังเป็นผู้หญิงที่มีลักษณะประเภทคบหาดูใจกับใครแบบไม่ผูกมัดอีกต่างหาก

กรุงโรม ประเทศอิตาลี

กรุงโรม ประเทศอิตาลี

3. กรุงโรม ประเทศอิตาลี
 
       ดินแดนอมตะแห่งนี้ เป็นดินแดนที่มีการผสมผสานระหว่างเมืองแห่งศาสนากับเมืองแห่งความทันสมัยเข้าด้วยกัน เป็นสัญลักษณ์ของทั้งความวุ่นวาย ความโหดร้าย และความยิ่งใหญ่ มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมากมาย ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความอลังการ ด้วยเหตุนี้กรุงโรมจึงเป็นสถานที่ที่มีผู้หญิงมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก

เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา


4. เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา
 
       ดินแดนที่ผู้คนนิยมใช้ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาที่มีความไพเราะ ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกว่าเป็นเมืองที่มีการวางผังเมืองและออกแบบดีที่สุดเมืองหนึ่งของโลก เป็นเมืองที่มีคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดี และมีผู้หญิงอาศัยอยู่เยอะ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีตึกสูงเสียดฟ้า ที่เมื่อมองลงมาก็จะเห็น "เมาท์ โรยัล ปาร์ค" ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ออกแบบโดยบุคคลคนเดียวกันกับที่ออกแบบ "เซ็นทรัล ปาร์ค" ในมหานครนิวยอร์ค

เมืองทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย

เมืองทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย

5. เมืองทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย
 
       เป็นเมืองหลวงเล็ก ๆ ของประเทศเอสโตเนีย แต่เป็นสถานที่ที่น่าภาคภูมิใจของชาวพื้นเมือง ได้รับขนานนามว่าเป็น "เมืองแห่งวัฒนธรรมของยุโรปประจำปี 2011 (พ.ศ. 2554)" และแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กที่มีประชากรไม่ถึงห้าแสนคน แต่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกอยู่หลายแห่ง แถมยังเป็นเมืองดิจิตอลแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย สาว ๆ วัยรุ่นจึงชอบมาอาศัยอยู่ที่นี่กันอย่างมากมาย

ชายหาดไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ชายหาดไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา

6. ชายหาดไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
       ขึ้นชื่อว่าเป็นที่หมายของหนุ่มโสดแล้ว ก็จะขาดชายหาดไมอามี่แห่งนี้ไปไม่ได้เลย ที่นี่อากาศดีและผู้คนจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กันตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นเมืองที่ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม แต่สถานที่แห่งนี้ก็มีเสน่ห์ในตัวเอง และหากเปรียบไมอามี่เป็นผู้หญิง ก็คงเป็นผู้หญิงที่ร้อนแรง ซึ่งพร้อมที่จะกระโจนใส่คุณได้ทุกเวลา


 กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน


7. กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

       ที่นี่เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย เป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศ เป็นเมืองสีเขียวที่เน้นการประหยัดพลังงาน และยังมีระบบการศึกษาที่ดีเยี่ยม ที่สำคัญสาวสวีเดนที่มีรูปร่างดีก็มักที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่กันทั้งนั้น

 กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย 

8. กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย 
 
        เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศรัสเซีย และมีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก ตามรายงานของนิตยสารชื่อดังอย่าง "ฟอร์บส์" อีกทั้งยังมีมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงก้องโลก ผสมผสานระหว่างความมั่งคั่งและสังคมที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ดึงดูดผู้คนที่ชื่นชอบในการแสวงหาและเสี่ยงโชคทั้งหลายให้ย้ายไปอยู่ที่กรุงมอสโก


 เกาะฮ่องกง

 เกาะฮ่องกง

9. เกาะฮ่องกง
 
       เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีตึกระฟ้าและการประดับแสงไฟตามอาคารที่สวยงามในยามราตรี เป็นเมืองที่ผสมผสานกลมกลืนระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ผู้คนที่นี่ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงจะทำงานกันอย่างเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อหมดเวลางานก็นิยมสังสรรค์กันอย่างสุดเหวี่ยงเช่นกัน

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

10. กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
 
       เมืองหลวงของประเทศไทยเรา เป็นเมืองแห่งโลกตะวันออกที่เปิดรับโลกตะวันตกอย่างมากมาย และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของจราจรที่ติดขัดจนทำให้การจราจรในมหานครนิวยอร์คดูดีขึ้นมาในทันใด แต่ทว่า เมืองหลวงของบ้านเรากลับเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก นั่นเพราะมีความมีชีวิตชีวาของเมืองที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก เรียกได้ว่าเที่ยวกรุงเทพฯ ไม่มีผิดหวังแน่นอน ที่สำคัญสาวไทยเรายังสวยและน่ารักมากอีกด้วย


5 ทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในจีน


Qinghai Lake

ทะเลสาบชิงไห่ Qinghai Lake


          ประเทศจีน ถือเป็นประเทศที่มีมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหล และน่าไปสัมผัสอีกประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่แพ้กันก็คือ "ทะเลสาบ" เพราะมีความสวยงามทางธรรมชาติที่เชื่อว่านักเดินทางหลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออาสาพาทุกท่าน ไปเที่ยวชม 5 ทะเลสาบที่สวยที่สุดในประเทศจีนกัน จะมีที่ไหนบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

1. ทะเลสาบชิงไห่ (Qinghai Lake)

          ที่นี่ถือเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงทิเบต ในช่วงหน้าร้อนและฤดูใบไม้ผลิ พื้นที่โดยรอบจะปกคลุมไปด้วยพืชใบเขียวสวยงาม ขณะที่ในฤดูหนาว ก็จะมีเกล็ดหิมะเล็ก ๆ ปกคลุมกระจายไปทั่ว ซึ่งถือได้ว่า ทะเลสาบชิงไห่ มีทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปแบบฤดูต่อฤดูเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 จุดชมวิวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นั่นก็คือ Haixinshan ซึ่งอุดมไปด้วยแนวชายฝั่งที่เป็นโขดหิน และ Niaodao หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "เกาะนก" เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีนกบินอพยพย้ายถิ่นฐานกว่า 100,000 ตัวอยู่เป็นประจำ 

          สำหรับการเดินทางไปยัง ทะเลสาบชิงไห่ สามารถเดินทางไปได้ทุกช่วงของปี แต่ที่อยากจะแนะนำเป็นพิเศษก็คือช่วงฤดูร้อน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้บางชนิด ซึ่งหาชมได้ยากจะเบ่งบานเป็นพิเศษ อีกทั้งในช่วงที่มีนกบินอพยพมา ก็เป็นช่วงเวลาหนึ่ง ที่น่าเดินทางไปชื่นชมความงามของฝูงนก

          สนนราคาสำหรับค่าเข้าชมตกท่านละ 230 หยวน* หรือประมาณ 1,150 บาท ต่อ 3 คืน ซึ่งคุณสามารถเดินทางได้ด้วยการโดยสารรถบัส ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง และมีค่ารถอีก 20 หยวน จากนั้นก็จ้างรถมินิบัสเพื่อเดินทางไปยัง Niaodao อีก 50 กิโลเมตร และมีค่าใช้จ่ายอีก 50 หยวน

Kanas Lake

ทะเลสาบคานาส Kanas Lake

2. ทะเลสาบคานาส (Kanas Lake)

          ในป่าลึกของเทือกเขาอัลไต มี ทะเลสาบคานาส หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า "คานาซือ" ซึ่งเป็นทะเลสาบภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนซ่อนอยู่ สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัส กับความงดงามของทะเลสาบแห่งนี้คือ น้ำของทะเลสาบ ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีได้ตามมุมตกกระทบของแสงแดด และตามฤดูกาลต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีฝูงหงษ์ให้ได้ไปชื่นชมอีกด้วย หากคุณต้องการที่จะสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณตื่นเช้า ๆ สูดอากาศหายใจลึก ๆ แล้วนั่งชื่นชมเก็บบรรยากาศของหมอกยาวเช้า ที่ปกคลุมทั่วทั้งทะเลสาบ สาย ๆ หน่อยก็ไปล่องเรือสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง และธรรมชาติของทะเลสาบก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย

          ที่สำคัญเลยเราขอเตือนสักนิดสำหรับท่านที่สนใจจะไป เนื่องจากที่นี่สภาพอากาศไม่แน่นอน อาจจะมีฝนตกบ้าง ไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น ก็ควรที่จะพกเสื้อกันฝนติดตัวไปด้วยจะเป็นการดีที่สุด ขณะที่ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทางไปเยี่ยมชมที่สุด คือ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมและกลางเดือนกันยายน

          สนนราคาสำหรับค่าเข้าชมในช่วงไฮซีซั่น จะอยู่ที่ท่านละ 150 หยวน* หรือประมาณ 750 บาท ส่วนในช่วงโลว์ซีซั่น จะอยู่ที่ท่านละ 80 หยวน* หรือประมาณ 400 บาท ด้านการเดินทาง มีสองเส้นทางให้ได้เลือกกันทั้งนั่งรถบัสจาก Urumqi Beijiao ไปยัง Buerjin ใช้เวลาในการเดินทาง 10 ชั่วโมงและมีค่าใช้จ่าย 50 - 94 หยวน กับอีกหนึ่งเส้นทางที่จะเรียกได้ว่าเป็นทางลัดที่สุดเลยก็ว่าได้ คือเดินทางมุ่งหน้ามายัง Buerjin ด้วยการชมทิวทัศน์ของสองฝั่งทะเลสาบ ซึ่งจะใช้เวลา 4 ชั่วโมง เร็วกว่ากันเยอะเลย

Changbaishan Heavenly Lake

ทะเลสาบสวรรค์ฉางไป๋ซา Changbaishan Heavenly Lake

3. ทะเลสาบสวรรค์ฉางไป๋ซา (Changbaishan Heavenly Lake)

          ทะเลสาบสวรรค์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาฉางไป๋ซา เป็นหนึ่งในสถานที่อันน่าหลงใหลที่สุดแห่งหนึ่ง ในภาคเหนือของประเทศจีน ซึ่งเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ที่ครั้งหนึ่งพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นปล่องภูเขาไฟมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกสูงกว่า 60 เมตร ไหลลงบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ขณะที่ในฤดูหนาวน้ำพุดังกล่าวก็จะแข็งตัวกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง เกิดความสวยงามตามแบบธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง

          ช่วงเดือนที่เหมาะแก่การเดินทางมา ณ ทะเลสาบสวรรค์แห่งนี้คือเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน หากคุณเดินทางมาในฤดูใบไม้ร่วง ก็ขอให้คุณระมัดระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะจะมีหมอกลงหนาจัด และอาจจะทำให้มองไม่เห็นวิวทิวทัศน์อะไรเลย

          สนนราคาสำหรับค่าเข้าชมอยู่ที่ท่านละ 100 หยวน* หรือประมาณ 500 บาท และมีค่ารถบัสสำหรับนักท่องเที่ยวอีก 68 หยวน* หรือประมาณ 340 บาท ในส่วนของการเดินทางเราขอแนะนำให้ใช้รถไฟขบวน "N188" จากสถานี Baihe และต่อรถเพื่อนขึ้นเขาฉางไป๋ชา โดยมีค่ารถประมาณ 20 หยวน* หรือประมาณ 100 บาท  

Lugu Lake

ทะเลสาบหลู่กู๋ Lugu Lake

4. ทะเลสาบหลู่กู๋ (Lugu Lake)

          ทะเลสาบหลู่กู๋ ถือเป็นอัญมณีที่สุดแสนจะล้ำค่าของประเทศจีน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมลฑลยูนนาน ในแต่ละปีจะมีสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างคงที่ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ในช่วงฤดูหนาวก็จะมีฝูงเป็ดและฝูงนกนางนวล อพยพย้ายถิ่นมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่ในช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายนจะเป็นช่วงเวลาต้นไม้ ใบหน้าต่าง ๆ ผลิดอกออกผล ดูมีชีวิตชีวาเป็นที่สุด

          อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนที่นี่ คือคุณต้องไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของ ชาวโมโซ (Mosu people) เพราะชาวบ้านที่นี่มีประเพณีที่สืบทอดกันมานาน ด้วยการให้ผู้หญิงทำหน้าที่เสมือนผู้ชาย เป็นผู้นำของครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ช่องเขาหลู่กู๋ ช่องเขาที่มีชื่อเสียงด้านความงามของน้ำตก เป็นต้น

          สนนราคาสำหรับค่าเข้าชมอยู่ที่ท่านละ 78 หยวน* หรือประมาณ 390 บาท ในส่วนของการเดินทางให้เริ่มจากทางรถไฟก่อนอันดับแรก โดยขึ้นจากสถานี Chengdu ไปยังสถานี Xichang มีค่าโดยสารประมาณ 145 หยวน* หรือประมาณ 725 บาท จากนั้นนั่งรถบัสตรงยาวมายังทะเลสาบหลู่กู๋นี้ได้โดยตรง รถจะออกเวลา 8.40 น. และ 9.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีค่าโดยสารประมาณ 71 หยวน* หรือประมาณ 355 บาท ใช้เวลาเดินทั้งสิ้น 7-8 ชั่วโมง
 
Namtso Lake

ทะเลสาบนามูโช่ Namtso Lake
5. ทะเลสาบนามูโช่ (Namtso Lake)

          ทะเลสาบนามูโช่ ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนทิเบต ระหว่างมณฑล Damxung และ Bange เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่อยู่สูงที่สุดในโลก ทุก ๆ ฤดูร้อนของที่นี่ พื้นที่ตรงนี้จะเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น วัวป่าขนยาว แพะภูเขา กระต่ายป่า และสัตว์ป่าอื่น ๆ รวมไปถึงนกชนิดต่าง ๆ อีกมากมาย บางวันก็จะมีปลากระโดดขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็น หรือได้ยินเสียงเพลงจากคนในหมู่บ้านระแวกนั้นอีกด้วย

          ด้วยความที่อยู่สูง ทำให้น้ำแข็งที่เกิดจากกาารตกของหิมะ แตกตัวกระจัดกระจาย เกิดเป็นความงามตามธรรมชาติขึ้นมา ที่สำคัญด้วยความสูงดังกล่าว ทำให้คนส่วนใหญ่ปรับตัวกับสภาพอากาศไม่ได้ จึงเกิดอาการป่วยกันอยู่บ่อย ๆ ดังนั้น ควรทานยาแก้ปวดหรือยานอนหลับก่อนนอน ก็จะช่วยได้มากเลยทีเดียว

          สนนราคาสำหรับค่าเข้าชมอยู่ที่ท่านละ 45 หยวน* หรือประมาณ 225 บาท ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะใด ๆ ที่มีเส้นทางมายังที่นี่โดยตรง คุณต้องเช่ารถพร้อมคนขับรถมาด้วย โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 หยวนสำหรับการเดินทางแบบไปกลับ 2 วัน

          หมายเหตุ: เครื่องหมาย (*) ที่ระบุหลังค่าเงินหยวน คือราคาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง


ที่มา http://travel.kapook.com/view27093.html

ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ทะเลสาบที่ว่ากันว่าสวยสุดในโลก

ทะเลสาบพลิทวิเซ่


ทะเลสาบพลิทวิเซ่

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          บนโลกกลม ๆ ใบนี้ มักมีความสวยงามของธรรมชาติให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ได้ชื่นชมและประทับใจกันอยู่เสมอ แถมบางที่ยังสวยงามประดุจภาพวาดจากฝีมือศิลปินระดับพระกาฬเลยด้วย มาในวันนี้ก็มีอีกหนึ่งสถานที่บนโลก ซึ่งมาพร้อมด้วยความงามของธรรมชาติ จนอาจจะบอกได้ว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งสวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

          สถานที่ที่ได้เกริ่นไปนั้นก็คือ อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park) ตั้งอยู่ที่เมืองลิก้า (Lika) ประเทศโครเอเชีย เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลบนหินปูน ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ดูเอาได้จากชั้นน้ำตกที่มีอยู่มากถึง 16 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นยังมีความงดงามของธรรมชาติ ที่สวยงามจนสามารถสะกดสายตาของผู้ที่มาเยี่ยมชมได้อย่างอยู่หมัด


ทะเลสาบพลิทวิเซ่



          ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ตั้งอยู่ท่ามกลาง 3 เทือกเขา ทั้งเทือกเขา "Pljesevica", "Mala Kapela" และ "Medvedak" ที่โอบล้อมทะเลสาบแห่งนี้ไว้ โดยทะเลสาบมีลักษณะทอดตัวยาวไปตามแนวร่องระหว่างเทือกเขา และมีเขื่อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขวางกันทะเลสาบเป็นช่วง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากพวกมอส สาหร่าย และแบคทีเรีย ที่ก่อตัวเป็นเปลือกแข็งห่อหุ้มสลับกันไปเป็นชั้น ๆ แถมยังมีน้ำตก "เวลิกิ สแล็พ" (Veliki Slap) น้ำตกที่ใหญ่และสูงกว่า 70 เมตร ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

          นอกจากความสวยงามตามธรรมชาติแบบ 100 % เต็มแล้วนั้น ทะเลสาปพลิทวิเซ่ แห่งนี้ ยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิเช่น หมีสีน้ำตาล นกอินทรี และนกชนิดอื่น ๆ อีกกว่า 140 สายพันธุ์ ซึ่งเหตุนี้เอง จึงทำให้องค์การยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียน อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1979 อีกด้วย


ทะเลสาบพลิทวิเซ่


ที่มา http://travel.kapook.com/view31367.html