วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย


         บนโลกของเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าพิศวงชวนค้นหาอีกมากมาย ในขณะเดียวกันความพิศวงดังกล่าวก็แฝงไปด้วยธรรมชาติที่มีความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว และในวันนี้ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นโกได้หยิบยกเอาความมหัศจรรย์ของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วโลกมาให้ได้ชมกัน พร้อมระบุว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปเยือนก่อนตายเลยทีเดียวเชียว งานนี้ รับรองเลยว่าหากใครได้ไปเยือนจะต้องประทับใจอย่างไม่รู้ลืมแน่นอน ลองไปดูกันเลยว่าจะมีที่ไหนกันบ้าง...

  1. มหาสถูปบุโรพุทโธ เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  2. ฝูงกองทัพนกสตาร์ลิ่ง ท่าเรือไบรท์ตัน ประเทศอังกฤษ

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  3. แสงเหนือ แถบสแกนดิเนเวีย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  4. ฝูงสัตว์ป่าในทุ่งหญ้าแอฟริกา ในแถบแอฟริกาตะวันออก

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  5. เขตอนุรักษ์ฟ้ามืดโออากิแมคเกนซี เกาะเซาท์ไอส์แลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ 

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  6. อุทยานแห่งชาติทอเรส เดล ไปเน่ ประเทศชิลี

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  7. ดีมาเอลเอฟนา ประเทศโมร็อคโค

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  8. หุบเขาโยเซมิติ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  9. โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลา ซาลูท เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  10. นครโบราณของชาวมายัน ปาเลนเก้ ประเทศเม็กซิโก

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  11. พายุไฟฟ้า ร่องทอร์นาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  12. อ่าวซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  13. ปล่องภูเขาไฟเทรียนูกายิยูร์ ประเทศไอซ์แลนด์

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  14. โมนูเมนต์วัลเลย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  15. ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  16. การย้ายถิ่นของค้างคาวคาซันกา ประเทศแซมเบีย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  17. ถ้ำคาร์ลสแบด รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  18. สายรุ้งแสงจันทร์ น้ำตกวิกตอเรีย ประเทศแซมเบีย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  19. ปรากฏการณ์คลื่นที่ชูเบนาคาดีย์ ประเทศแคนาดา

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  20. แหลมทริบิวเลชั่น ประเทศออสเตรเลีย

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  21. นครเพทรา ประเทศจอร์แดน

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  22. ภูเขาเปลี่ยนสีเอ็นโรซาดิรา โดโลไมท์ ประเทศอิตาลี

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  23. ปล่องไฟนางฟ้า คัปปาโดเกีย ประเทศตุรกี

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  24. อาณาจักรแห่งทะเลสาบ ประเทศอังกฤษ

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  25. ฝูงปลาซาร์ดีน ประเทศแอฟริกาใต้

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  26. หาดพริสทีน เกาะซีย์ ประเทศสเปน

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย

  27. เหมืองเก่าคอร์นวอล ประเทศอังกฤษ

27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย


เที่ยวฉงชิ่ง สัมผัสมหานครอันงดงาม


ฉงชิ่ง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก china-tour.net

          ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเนรมิตใหม่แต่มีอารยธรรรมอันเก่าแก่และยาวนาน ใคร ๆ ก็ต้องอยากไปสัมผัส สำหรับ "ฉงชิ่ง" (Chongqing) เมืองขนาดใหญ่อันดับ 8 ของจีน อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 4 เขตปกครองพิเศษของจีน (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนสิน และฉงชิ่ง) ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยทางรัฐบาลจีนได้เนรมิตสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ นานาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ นั่นแน่! เริ่มอยากไป "ทัวร์ฉงชิ่ง" แล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ตามเราไปตะลุยฉงชิ่งกันเลยจ้า...

ฉงชิ่ง

          ฉงชิ่ง ตั้งอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำแยงซีเกียง มีพื้นที่ติดกับมณฑลฉ่านซี, มณฑลกุ้ยโจว, มณฑลหูเป่ย์, มณฑลหูหนาน และมณฑลเสฉวน ลักษณะเป็นพื้นที่สูง ภูมิประเทศเป็นเนินเขาและภูเขาเป็นหลัก และมีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจียหลิง แม่น้ำวูเจียง แม่น้ำฉี และแม่น้ำแยงซีเกียง ที่ไหลผ่านจากทางตะวันตกไปทางตะวันออกก่อนจะไหลลงสู่ทะเลจีนตะวันออก

          อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา ทำให้ตลอดทั้งปีฉงชิ่งมีอากาศเย็นสบาย โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียส และเพราะเหตุนี้จึงทำให้สาวฉงชิ่งมีผิวขาวนวล จนถูกเล่าลือว่าเป็นผู้หญิงสวยงามติดอันดับในจีนด้วย ^^ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีสีสัน มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย นับว่ามีความสำคัญด้านเศรษฐกิจอันดับแรกในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเลยก็ว่าได้

ฉงชิ่ง

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

          นครฉงชิ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองศูนย์กลางการค้าและการติดต่อกับฝั่งตะวันออกของจีน โดยเดินทางผ่านทางแม่น้ำแยงซีเกียง ในปี ค.ศ.1918 รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในเมืองไม่กี่แห่งที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายได้ โดยถือเป็นเมืองท่า (Inland port) สำหรับการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าจากพื้นที่ของจีน

          ระหว่างปี ค.ศ.1937-1946 ในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น รัฐบาลพรรคก๊กหมินตั๋งได้ย้ายฐานบัญชาการมายังนครฉงชิ่ง และตั้งนครฉงชิ่งขึ้นเป็นเมืองหลวง เมื่อปี ค.ศ.1997 นครฉงชิ่งได้รับการยกระดับขึ้นเป็นมหานครขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง เช่นเดียวกับกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครเทียนจิน โดยเป็นมหานครที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้นครฉงชิ่งเป็นเมืองหลักในการกระจายความเจริญสู่พื้นที่อื่น ๆ ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
ฉงชิ่ง

ฉงชิ่ง

          แต่ก่อนที่เราจะไปเที่ยวฉงชิ่งให้ทั่ว ควรไปทำความรู้จักกับมหานครนี้ผ่านแบบจำลองผังเมืองย่อส่วนที่ พิพิธภัณฑ์ประจำเมืองฉงชิ่ง (Chongqing Planing Exhibition Gallery) กันซะก่อน ที่นี่คุณจะได้เห็นภาพรวมทางภูมิศาสตร์ของฉงชิ่ง ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในหุบเขา มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ "แม่น้ำเจียหลิง" ที่ไหลมาจากจิ่วไจ้โกวมารวมกับ "แม่น้ำแยงซีเกียง" ในเมืองนี้ จึงทำให้มีกิจกรรมสุดฮอตสำหรับคนที่ชื่นชอบแสงไฟ นั่นคือ การล่องเรือชมทิวทัศน์สองฟากฝั่งน้ำ รวมทั้งชมแสงสียามค่ำคืน เพราะตามอาคาร ตึก และร้านรวงต่าง ๆ พร้อมใจกันประดับไฟยามราตรีไว้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะ "หงหยาต้ง" คอมเพล็กซ์รูปทรงแบบอาคารจีนโบราณขนาดใหญ่ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปที่นักท่องเที่ยวนิยมกัน

ฉงชิ่ง

ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com
ฉงชิ่ง

ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com

ฉงชิ่ง

ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com

          อะ ๆ อย่าลืมไปถ่ายภาพกับ "ต้าหลี่ถัง" หรือ "ศาลามหาประชาคม" หนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมือง ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1951 โดย จอมพลเฮ่อหลง ด้วยนะ รวมถึงคนที่อยากไปย้อนเวลากลับไปในอดีตก็ต้องไปเยือน "เมืองโบราณซีฉีกั๋ว" (Ancient Town of Ciqikou) เพราะที่นี่ยังคงรักษาวิถีชีวิตรวมทั้งสะท้อนรากเหง้าดั้งเดิมของเมืองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องที่มีรูปทรงโบราณ แหล่งผลิตสินค้าและอาหารพื้นเมืองที่สืบทอดกิจการต่อกันมาหลายรุ่น

ฉงชิ่ง

ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com

          นอกจากนี้ ฉงชิ่ง ยังมีถนนคนเดิน "เจี่ยฟังเป่ย" ที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าหลากหลาย ไปจนถึงของกินที่มีให้เลือกชิมสารพัด คล้าย ๆ กับฮ่องกง จนได้รับฉายาว่า "Little Hong Kong"

ฉงชิ่ง

          อย่างไรก็ตาม นอกจากความอลังการงานสร้างของเมืองฉงชิ่ง ออกนอกเมืองไปยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่และสวยงามไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ผาหินสลักต้าจู๋ (Da Zu Rock Carving) เมืองต้าจู๋ (ห่างจากฉงชิ่งประมาณ 160 กิโลเมตร) ทั่วทั้งเมืองมีงานศิลปะรูปปั้นหินแกะสลักโบราณ จารึกคำสอนภาษาจีน เรื่องราวทางพุทธศาสนานิกาย มหายาน หลักธรรมลัทธิเต๋า และปรัชญาคำสอนของขงจื๊อ ที่กระจายอยู่บนหน้าผากว่า 75 จุด ในบริเวณภูเขา 5 ลูก คือ เป่าติ่งซาน, เป่ยซาน, หนันซาน, สือเหมินซาน และสือจ้วนซาน ยิ่งใหญ่อลังการจนยูเนสโกต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมระดับ 5 A ในปี ค.ศ.1999 ทั้งนี้ ผาหินแกะสลักในต้าจู๋เกิดจากแรงศรัทธาของคนโบราณที่เพียรพยายามแกะสลักหินให้เป็นรูปร่างอันน่าทึ่ง

ฉงชิ่ง



ฉงชิ่ง

          อุทยานแห่งชาติสะพานฟ้า หรือ สะพานฟ้าหุบเหวมังกร เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาจนเป็นช่องหุบเหวลึก และส่วนที่ไม่ยอมยุบก็กลายเป็นสะพานธรรมชาติที่เชื่อมจากเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกได้อย่างน่าประหลาด จนถูกเรียกว่า "หลุมฟ้า สะพานสวรรค์" อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลกทางธรรมชาติระดับ 5 A  มีสถานที่ที่เป็นไฮไลท์เด่น ๆ อย่าง "โรงเตี๊ยมโบราณ" ซึ่งเป็นจุดพักระหว่างทางสมัยโบราณ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดัง หลังจากถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง Curse of the Golden Flower, และสะพานหินธรรมชาติ 3 แห่ง ที่นี่นับว่าเป็นกลุ่มสะพานหินธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ "สะพานมังกรฟ้า", "สะพานมังกรเขียว" และ "สะพานมังกรดำ"
ฉงชิ่ง

ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com
          อย่างไรก็ตาม แหล่งท่องเที่ยวในมหาคร "ฉงชิ่ง" ยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เขื่อนซานเสียต้าป้า ซึ่งเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน, น้ำพุร้อนเป่ย, แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติโลตัสเคฟ (Lotus Cave) และล่องลำน้ำแยงซีเกียงช่องแคบซานเสีย ฯลฯ 

ที่มา http://travel.kapook.com/view44907.html

7 ประเทศน่าเที่ยวในเอเชีย ที่ไม่ควรพลาด


สถานที่ท่องเที่ยว

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          คุณไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินไกล ๆ ไปเที่ยวฝั่งยุโรป เพื่อให้ได้วันหยุดสุดแสนประทับใจ เชื่อเถอะว่าประเทศในแถบเอเชียก็มีสถานที่น่าเที่ยวดี ๆ มากมายให้คุณเลือกเที่ยวได้ทุกรูปแบบไม่แพ้กันเลย แถมยังมีให้เลือกหลากหลายเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์อีกด้วย ดังนั้น กระปุกท่องเที่ยวจึงได้รวบรวม 7 ประเทศ น่าสนใจจากทั่วเอเชียมาฝาก ให้คนที่รักการท่องเที่ยวได้เข้ามาลองอ่านกันดู ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ก็ลองไปดูกันเลยค่ะ


สิงคโปร์

1. ประเทศสิงคโปร์

          ถ้าคุณเป็นคนรักความสะอาดและชอบวิวในเมืองสวย ๆ ล่ะก็ สิงคโปร์ก็คงจะเป็นประเทศน่าเที่ยวสำหรับคุณมากทีเดียว เพราะความสะอาดของที่นี่เรียกว่าไม่มีที่ติเลย โดยคุณจะไม่เห็นเศษขยะทิ้งเกะกะตามข้างถนนเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แถมปัญหาเรื่องรถติดยังเป็นเรื่องไกลตัวของที่นี่อีกด้วย จึงเหมาะกับคนที่ชอบความมีระเบียบวินัยมาก ยิ่งไปกว่านั้น วิวแสงสีจากสิ่งก่อสร้างสวย ๆ ในช่วงกลางคืน รวมไปถึงแหล่งช้อปปิ้งและอาหารของที่นี่ยังขึ้นชื่อมากอีกด้วยนะ


มองโกเลีย

2. ประเทศมองโกเลีย

          ประเทศมองโกเลีย ดินแดนแห่งตำนานที่มีเรื่องราวเล่าขานมาช้านาน อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมถึงธรรมชาติที่งดงาม โดยเฉพาะความสวยของอุทยานแห่งชาติ Altai Tavan Bogd ที่เรียกได้ว่าสวยไม่แพ้ที่ไหน ๆ เลย โดยอุทยานแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องตกแต่งใด ๆ เพิ่ม ก็สวยงามด้วยวิวแม่น้ำและภูเขาตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงทำให้เป็นแหล่งพักผ่อนชมวิวสุดโปรดของนักท่องเที่ยวมากมาย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ซึ่งผู้คนนิยมมาพายเรือคายัคและขี่ม้าแข่งด้วยเช่นกัน


ประเทศไทย

3. ประเทศไทย

          แน่นอนว่าแหล่งท่องเที่ยวที่มีครบทุกอย่างแบบเมืองไทย จะต้องอยู่ในลิสต์ของเราอย่างแน่นอน ซึ่งเมืองไทยมีทั้งอาหารหลากหลายเมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง หรือต้มข่าไก่ ฯลฯ วัดเก่าแก่สวยงาม แหล่งช้อปปิ้งหลากสไตล์ ไปจนถึงทิวทรรศน์งดงามตามธรรมชาติ แต่ไฮไลท์ที่ชาวต่างชาติชอบกันเป็นพิเศษก็คือ “เกาะพีพี” ซึ่งเป็นหนึ่งในความภูมิใจของไทยเรานี่เอง โดยเกาะนี้สวยถึงขนาดที่ชาวต่างชาติยกย่องให้เป็นหนึ่งในเกาะที่สวยที่สุดในเอเชียเลยทีเดียว 


กัมพูชา

4. ประเทศกัมพูชา

          สำหรับคนที่ต้องการสัมผัสศิลปะแบบโบราณที่ยังคงงดงามไม่แพ้สมัยก่อน คุณก็ควรลองไปเยี่ยมชม "นครวัด" ที่ประเทศกัมพูชาดูสักครั้ง เพราะที่นี่ถือเป็นศาสนสถานของชาวพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเต็มไปด้วยศิลปะที่ปราณีตสวยงามมากมายทั้งสถาปัตยกรรมที่งดงาม รวมไปถึงภาพสลักสวย ๆ จากวรรณคดีเก่าแก่


ญี่ปุ่น

5. ประเทศญี่ปุ่น

          ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมกันมากทีเดียว เพราะมีครบไปซะทุกอย่าง ทั้งอาหารอร่อย ๆ แหล่งช้อปปิ้ง รวมไปถึงสถานที่เที่ยวทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม บางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวใช้จ่ายให้มากมาย แต่ก็สามารถสัมผัสความสวยของที่นี่ได้เหมือนกัน ซึ่งก็คือการชมซากุระที่มีเฉพาะในญี่ปุ่นนั่นเอง โดยที่ความงามของดอกไม้ชนิดนี้จะทำให้คุณประทับใจจนลืมไม่ลงเลยล่ะ


อินเดีย

6. ประเทศอินเดีย

          อินเดียเป็นอีกประเทศที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรม รวมถึงมีความหลากหลายแทรกตัวอยู่ทุกพื้นที่ ในแต่ละเมืองก็มีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ถ้าคุณเป็นคนรักธรรมชาติอย่างแท้จริง คุณก็จะต้องหลงรักที่นี่อย่างแน่นอน เพราะอุทยานแห่งชาติ Kaziranga ถือเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่ามากมาย โดยมีทั้งแรดและช้างป่าจำนวนมากให้เหล่าคนรักสัตว์ได้สัมผัส พร้อมทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่งดงาม นอกจากนี้ อาหารอินเดียยังมีเมนูขึ้นชื่อมากมายที่น่าลิ้มลองอีกด้วย


เวียดนาม

7. ประเทศเวียดนาม

          และแล้วก็มาถึงประเทศสุดท้ายซึ่งก็คือประเทศเวียดนามที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง โดยที่นี่เหมาะกับคนที่ชอบใช้วันพักผ่อนแบบเงียบสงบเป็นที่สุด เพราะไม่มีรถติดให้วุ่นวายจากการที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ แถมโคมผ้าน่ารัก ๆ ที่ชาวบ้านนิยมใช้กัน พร้อมทั้งชุดพื้นเมืองสวย ๆ ยังช่วยให้เมืองแห่งนี้ยังมีบรรยากาศอ่อนหวานน่ารักมาก ๆ อีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนจะประทับใจจนซื้อชุดพื้นเมืองของที่นี่กลับไปเป็นที่ระลึกกันมาแล้ว



ที่มา http://travel.kapook.com/view45553.html

ล่องใต้เที่ยวทะเลเมืองตรัง ลุยป่า ลอดถ้ำสัมผัสสีเขียว

ล่องใต้เที่ยวทะเลเมืองตรัง ลุยป่า-ลอดถ้ำสัมผัสสีเขียว (ไทยโพสต์)
โดย :  สรณะ 

           หากพูดถึงจังหวัดสีเขียว เมืองตรัง อยู่ในใจของนักผจญภัยอย่างแน่นอน ด้วยความยาวของชายฝั่งทะเลอันดามันกว่า 120 กม. ที่มีหาดทรายขาว ปะการังสวย น้ำทะเลใส หรือเกาะแก่งกลางทะเลที่งดงามด้วยภูมิทัศน์ นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ทั้งป่า เขา น้ำตก ถ้ำ หินสูงตระหง่านที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูง งดงามเกินคำบรรยาย   

           การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการเที่ยวป่าเป็นอันดับแรก ที่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) อ.ย่านตาขาว ก่อนมาที่นี่หลายคนนึกถึงผืนป่าใหญ่กว้างขวาง มีเทือกเขาทอดตัวยาว หรือมีเขาสูงเตี้ยสลับกันไป แต่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ เป็นต้นน้ำของลำห้วยเล็ก ๆ ลักษณะป่าจะเป็นป่าดิบชื้น ป่าพรุ และทุ่งหญ้าเป็นพื้นที่ป่าแวดล้อมไปด้วยชุมชนเล็ก ๆ โดยรอบ จึงกล่าวได้ว่าเป็นเมืองล้อมป่า มิใช่ป่าล้อมเมืองเฉกเช่นผืนป่าทั่วไป


จังหวัดตรัง

           ภายในมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้เลือกหลายเส้นทาง ที่พลาดไม่ได้ คือเส้นทางสะพานศึกษาเรือนยอดไม้ (Canopy Walk Way) ลักษณะเป็นหอคอยไต่ระดับมีสะพานแขวนเชื่อมต่อกัน ระยะทางยาวประมาณ 175 เมตร สูงประมาณ 18 เมตร สร้างขึ้นเพื่อใช้ศึกษาความแตกต่างทางชีวภาพของป่าดิบในความสูงระดับต่าง ๆ และสามารถมองเห็นป่าไม้ในระยะใกล้ชิดอีกมุมมองหนึ่ง และได้สัมผัสกับธรรมชาติของสังคมพืชเรือนยอดไม้ของต้นไม้สูง ๆ ได้อย่างชัดเจนในระดับสายตา ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก และผล 

           อีกทั้งจะได้พบเห็นสัตว์ป่าจำพวกนก กระรอก กระแต ลิง ค่าง โดยไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นฟ้า แล้วใช้กล้องส่อง ถ้ามองลงมาด้านล่างจะเห็นรอยต่อระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าพรุได้ชัดเจน โดยสถานที่ดังกล่าวนี้ สามารถเที่ยวได้ตลอดปี ใช้เวลาเดินประมาณ 1-2 ชั่วโมง

จังหวัดตรัง
    
           ต่อมาเราก็ออกเดินทางไปพายเรือระทึก ถ้ำเล เขากอบ อ. ห้วยยอด เป็นถ้ำที่มีสายน้ำไหลผ่านตัวถ้ำ การเข้าชมความงามของถ้ำดังกล่าวไม่เหมือนการเข้าชมถ้ำที่อื่น ๆ เพราะผู้เข้าชมต้องนั่งเรือท้องแบนไฟเบอร์ขนาด 5 คน ที่ทาง อบต.เขากอบจัดเตรียมไว้ให้ พร้อมคนพายหัวท้ายเรือจะเคลื่อนตัวลอยเลาะเลียบสายน้ำไปตามลำคลองเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ ให้ได้ชื่นชมบรรยากาศสบาย ๆ ของสองฟากฝั่งที่ร่มรื่นเขียวครึ้มไปด้วยต้นยาง

           มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อเรือมาชะลอตัวอยู่หน้าภูเขาสูงชัน ที่เบื้องหน้ามีเพียงสายน้ำที่ไหลลอดหายเข้าไปใต้ภูเขา ระหว่างทางเรือจะเทียบท่าให้เดินขึ้นไปในเวิ้งถ้ำเพื่อชมความงามของหินงอกหินย้อยรูปร่างต่าง ๆ มีทั้งหมด 8 ถ้ำ แต่ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวชมเพียง 5 ถ้ำ

           ไฮไลต์ของการล่องเรือจะอยู่ในช่วงที่เพดานต่ำสุด เรียกช่วงนี้ว่า "การลอดท้องมังกร" ทุกคนบนเรือต้องนอนราบไปกับเรือ เพราะระยะห่างระหว่างเพดานถ้ำอยู่ห่างจากปลายจมูกประมาณแค่หนึ่งฝ่ามือ ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง ทุกคนที่เข้าไปแล้วออกมา จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุกและตื่นเต้นแบบไม่เคยเจอมาก่อน

จังหวัดตรัง

           ถัดมาก็ถึงคราวต้องลงทะเล มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะมาไม่ถึงตรัง โดยเฉพาะถ้ำมรกต ณ เกาะมุก ถือว่าเป็นอันซีน ไทยแลนด์ เป็นถ้ำทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของภูผา มีความงดงามตระการตาอย่างมาก ซึ่งจะเข้า-ออกได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น 

           จากปากทางเข้าถ้ำซึ่งเป็นโพรงเล็ก ๆ ช่วงเวลาน้ำลด โพรงนี้จะสูงพ้นระดับน้ำพอให้เรือคายัค ลอดมาได้ แต่หากช่วงน้ำมากอาจจะต้องว่ายน้ำลอยคอเกาะกันเข้าไปตามทางที่คดโค้ง ระยะทางประมาณ 80 เมตร

จังหวัดตรัง

           เมื่อพ้นปากถ้ำออกมา อีกด้านจะเป็นหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน ที่มีท้องฟ้าเป็นหลังคา และผนังแต่งแต้มด้วยลายเขียวของใบไม้ โพรงที่ลอดเข้าถ้ำมรกตจะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเกาะ ยามแสงอาทิตย์ทำมุมพอเหมาะ ทั้งเกาะและเวิ้งถ้ำก็พลันกลายเป็นสีเขียวมรกตสวยงาม ประหนึ่งจิตรกรรมแห่งธรรมชาติที่ได้บรรจงสร้างให้มวลมนุษย์ได้ชื่นชม

           หลังจากว่ายกลับออกมาหน้าปากถ้ำมรกต รอบ ๆ เกาะมุกยังมีแนวปะการังแข็งอ่อน กัลปังหา และปลาหลากชนิดน่าชมมาก เหมาะสำหรับทั้งการดำน้ำตื้นและลึก นอกจากนี้ หากแวะไปที่ชายหาดสวยงามด้านฝั่งตะวันออกของเกาะ ก็จะได้พบกับวิถีชีวิตชาวประมงของชุมชนบ้านเกาะมุก ซึ่งสะท้อนให้เห็นการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้

จังหวัดตรัง

           ปิดท้าย ด้วยการนั่งเรือไปพายคายัครอบ เกาะกระดาน ชมปะการังน้ำตื้น ถือเป็นเกาะที่สวยแห่งหนึ่งของทะเลตรัง  อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุก และเกาะลิบง มีเนื้อที่กว่า 600 ไร่

           หาดทรายที่นี่ขาวเนียนละเอียดมากเหมือนแป้ง น้ำทะเลใสสีสวยจนเห็นริ้วทรายใต้พื้นน้ำ สุดชายหาดด้านเหนือ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นแนวปะการังทอดยาวออกไปในทะเลเกือบร้อยไร่ เช่น ปะการังสมอง ปะการังเขากวาง ปะการังอ่อนหนามแดง และสามารถมองเห็นปลาหลากชนิดที่มีสีสันสวยงามแหวกว่ายไปมาอย่างชัดเจน เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนเกาะอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานวิวาห์ใต้สมุทรของจังหวัดตรัง

จังหวัดตรัง

           นอกจากนี้ ที่หน้าหาดยังเป็นที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นเกาะมุก เกาะแหวน เกาะเชือก เกาะม้าเรียง ไปจนถึงเกาะไหง จากหาดนี้มีเส้นทางเดินเท้าไปชมยังหาดอื่น ๆ ของเกาะได้ เช่น หาดอ่าวช่องลม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งเป็นจุดเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ตกดิน ลักษณะหาดเป็นหาดเล็ก ๆ ทรายเม็ดละเอียด แต่มีโขดหินสีน้ำตาลเกลื่อนกลาดเต็มหาด เป็นภูมิทัศน์ที่ดูแปลกตา ทางทิศใต้ของเกาะมีแนวปะการังน้ำตื้นอยู่ด้านหน้าหาดอ่าวเนียง ซึ่งเป็นจุดดำน้ำอีกแห่งหนึ่งของเกาะกระดาน

จังหวัดตรัง

           เห็นความมหัศจรรย์ของเมืองตรังแล้ว เล่นเอาหลายคนอยากจัดกระเป๋ามาเที่ยวได้ทันที แต่มีคำเตือนนิดเดียวจากชาวตรัง ขอให้มาแต่ตัว และเก็บความทรงจำที่ประทับใจกลับออกไปเท่านั้น อย่าเข้ามาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ อย่าเอาขยะมาทิ้งไว้ ขณะที่การพายเรือก็อย่าใช้ไม้ค้ำจนปะการังได้รับความเสียหาย ส่วนการไปถ้ำก็อย่าสัมผัสหินงอกหินย้อย เพราะจะทำให้มันตาย และหากเป็นไปได้ การเดินทางมาที่นี่ควรใช้รถไฟแทนเครื่องบิน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นไปตามแนวคิด 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. 



ที่มา http://travel.kapook.com/view46697.html