บนโลกของเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าพิศวงชวนค้นหาอีกมากมาย ในขณะเดียวกันความพิศวงดังกล่าวก็แฝงไปด้วยธรรมชาติที่มีความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว และในวันนี้ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นโกได้หยิบยกเอาความมหัศจรรย์ของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วโลกมาให้ได้ชมกัน พร้อมระบุว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปเยือนก่อนตายเลยทีเดียวเชียว งานนี้ รับรองเลยว่าหากใครได้ไปเยือนจะต้องประทับใจอย่างไม่รู้ลืมแน่นอน ลองไปดูกันเลยว่าจะมีที่ไหนกันบ้าง...
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555
27 สถานที่ชวนตื่นตาที่คุณควรไปเยือนก่อนตาย
เที่ยวฉงชิ่ง สัมผัสมหานครอันงดงาม
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก china-tour.net
ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเนรมิตใหม่แต่มีอารยธรรรมอันเก่าแก่และยาวนาน ใคร ๆ ก็ต้องอยากไปสัมผัส สำหรับ "ฉงชิ่ง" (Chongqing) เมืองขนาดใหญ่อันดับ 8 ของจีน อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 4 เขตปกครองพิเศษของจีน (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนสิน และฉงชิ่ง) ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยทางรัฐบาลจีนได้เนรมิตสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ นานาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ นั่นแน่! เริ่มอยากไป "ทัวร์ฉงชิ่ง" แล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ตามเราไปตะลุยฉงชิ่งกันเลยจ้า...
ฉงชิ่ง ตั้งอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำแยงซีเกียง มีพื้นที่ติดกับมณฑลฉ่านซี, มณฑลกุ้ยโจว, มณฑลหูเป่ย์, มณฑลหูหนาน และมณฑลเสฉวน ลักษณะเป็นพื้นที่สูง ภูมิประเทศเป็นเนินเขาและภูเขาเป็นหลัก และมีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจียหลิง แม่น้ำวูเจียง แม่น้ำฉี และแม่น้ำแยงซีเกียง ที่ไหลผ่านจากทางตะวันตกไปทางตะวันออกก่อนจะไหลลงสู่ทะเลจีนตะวันออก
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา ทำให้ตลอดทั้งปีฉงชิ่งมีอากาศเย็นสบาย โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียส และเพราะเหตุนี้จึงทำให้สาวฉงชิ่งมีผิวขาวนวล จนถูกเล่าลือว่าเป็นผู้หญิงสวยงามติดอันดับในจีนด้วย ^^ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีสีสัน มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย นับว่ามีความสำคัญด้านเศรษฐกิจอันดับแรกในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเลยก็ว่าได้
ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
นครฉงชิ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองศูนย์กลางการค้าและการติดต่อกับฝั่งตะวันออกของจีน โดยเดินทางผ่านทางแม่น้ำแยงซีเกียง ในปี ค.ศ.1918 รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในเมืองไม่กี่แห่งที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายได้ โดยถือเป็นเมืองท่า (Inland port) สำหรับการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าจากพื้นที่ของจีน
ระหว่างปี ค.ศ.1937-1946 ในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น รัฐบาลพรรคก๊กหมินตั๋งได้ย้ายฐานบัญชาการมายังนครฉงชิ่ง และตั้งนครฉงชิ่งขึ้นเป็นเมืองหลวง เมื่อปี ค.ศ.1997 นครฉงชิ่งได้รับการยกระดับขึ้นเป็นมหานครขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง เช่นเดียวกับกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครเทียนจิน โดยเป็นมหานครที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้นครฉงชิ่งเป็นเมืองหลักในการกระจายความเจริญสู่พื้นที่อื่น ๆ ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
แต่ก่อนที่เราจะไปเที่ยวฉงชิ่งให้ทั่ว ควรไปทำความรู้จักกับมหานครนี้ผ่านแบบจำลองผังเมืองย่อส่วนที่ พิพิธภัณฑ์ประจำเมืองฉงชิ่ง (Chongqing Planing Exhibition Gallery) กันซะก่อน ที่นี่คุณจะได้เห็นภาพรวมทางภูมิศาสตร์ของฉงชิ่ง ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในหุบเขา มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ "แม่น้ำเจียหลิง" ที่ไหลมาจากจิ่วไจ้โกวมารวมกับ "แม่น้ำแยงซีเกียง" ในเมืองนี้ จึงทำให้มีกิจกรรมสุดฮอตสำหรับคนที่ชื่นชอบแสงไฟ นั่นคือ การล่องเรือชมทิวทัศน์สองฟากฝั่งน้ำ รวมทั้งชมแสงสียามค่ำคืน เพราะตามอาคาร ตึก และร้านรวงต่าง ๆ พร้อมใจกันประดับไฟยามราตรีไว้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะ "หงหยาต้ง" คอมเพล็กซ์รูปทรงแบบอาคารจีนโบราณขนาดใหญ่ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปที่นักท่องเที่ยวนิยมกัน
ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com
ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com
ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com
อะ ๆ อย่าลืมไปถ่ายภาพกับ "ต้าหลี่ถัง" หรือ "ศาลามหาประชาคม" หนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมือง ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1951 โดย จอมพลเฮ่อหลง ด้วยนะ รวมถึงคนที่อยากไปย้อนเวลากลับไปในอดีตก็ต้องไปเยือน "เมืองโบราณซีฉีกั๋ว" (Ancient Town of Ciqikou) เพราะที่นี่ยังคงรักษาวิถีชีวิตรวมทั้งสะท้อนรากเหง้าดั้งเดิมของเมืองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องที่มีรูปทรงโบราณ แหล่งผลิตสินค้าและอาหารพื้นเมืองที่สืบทอดกิจการต่อกันมาหลายรุ่น
ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com
นอกจากนี้ ฉงชิ่ง ยังมีถนนคนเดิน "เจี่ยฟังเป่ย" ที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าหลากหลาย ไปจนถึงของกินที่มีให้เลือกชิมสารพัด คล้าย ๆ กับฮ่องกง จนได้รับฉายาว่า "Little Hong Kong"
อย่างไรก็ตาม นอกจากความอลังการงานสร้างของเมืองฉงชิ่ง ออกนอกเมืองไปยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่และสวยงามไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ผาหินสลักต้าจู๋ (Da Zu Rock Carving) เมืองต้าจู๋ (ห่างจากฉงชิ่งประมาณ 160 กิโลเมตร) ทั่วทั้งเมืองมีงานศิลปะรูปปั้นหินแกะสลักโบราณ จารึกคำสอนภาษาจีน เรื่องราวทางพุทธศาสนานิกาย มหายาน หลักธรรมลัทธิเต๋า และปรัชญาคำสอนของขงจื๊อ ที่กระจายอยู่บนหน้าผากว่า 75 จุด ในบริเวณภูเขา 5 ลูก คือ เป่าติ่งซาน, เป่ยซาน, หนันซาน, สือเหมินซาน และสือจ้วนซาน ยิ่งใหญ่อลังการจนยูเนสโกต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมระดับ 5 A ในปี ค.ศ.1999 ทั้งนี้ ผาหินแกะสลักในต้าจู๋เกิดจากแรงศรัทธาของคนโบราณที่เพียรพยายามแกะสลักหินให้เป็นรูปร่างอันน่าทึ่ง
อุทยานแห่งชาติสะพานฟ้า หรือ สะพานฟ้าหุบเหวมังกร เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาจนเป็นช่องหุบเหวลึก และส่วนที่ไม่ยอมยุบก็กลายเป็นสะพานธรรมชาติที่เชื่อมจากเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกได้อย่างน่าประหลาด จนถูกเรียกว่า "หลุมฟ้า สะพานสวรรค์" อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลกทางธรรมชาติระดับ 5 A มีสถานที่ที่เป็นไฮไลท์เด่น ๆ อย่าง "โรงเตี๊ยมโบราณ" ซึ่งเป็นจุดพักระหว่างทางสมัยโบราณ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดัง หลังจากถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง Curse of the Golden Flower, และสะพานหินธรรมชาติ 3 แห่ง ที่นี่นับว่าเป็นกลุ่มสะพานหินธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ "สะพานมังกรฟ้า", "สะพานมังกรเขียว" และ "สะพานมังกรดำ"
ภาพประกอบจาก ValeStock / Shutterstock.com
ที่มา http://travel.kapook.com/view44907.html
7 ประเทศน่าเที่ยวในเอเชีย ที่ไม่ควรพลาด
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
คุณไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินไกล ๆ ไปเที่ยวฝั่งยุโรป เพื่อให้ได้วันหยุดสุดแสนประทับใจ เชื่อเถอะว่าประเทศในแถบเอเชียก็มีสถานที่น่าเที่ยวดี ๆ มากมายให้คุณเลือกเที่ยวได้ทุกรูปแบบไม่แพ้กันเลย แถมยังมีให้เลือกหลากหลายเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์อีกด้วย ดังนั้น กระปุกท่องเที่ยวจึงได้รวบรวม 7 ประเทศ น่าสนใจจากทั่วเอเชียมาฝาก ให้คนที่รักการท่องเที่ยวได้เข้ามาลองอ่านกันดู ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ก็ลองไปดูกันเลยค่ะ
ถ้าคุณเป็นคนรักความสะอาดและชอบวิวในเมืองสวย ๆ ล่ะก็ สิงคโปร์ก็คงจะเป็นประเทศน่าเที่ยวสำหรับคุณมากทีเดียว เพราะความสะอาดของที่นี่เรียกว่าไม่มีที่ติเลย โดยคุณจะไม่เห็นเศษขยะทิ้งเกะกะตามข้างถนนเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แถมปัญหาเรื่องรถติดยังเป็นเรื่องไกลตัวของที่นี่อีกด้วย จึงเหมาะกับคนที่ชอบความมีระเบียบวินัยมาก ยิ่งไปกว่านั้น วิวแสงสีจากสิ่งก่อสร้างสวย ๆ ในช่วงกลางคืน รวมไปถึงแหล่งช้อปปิ้งและอาหารของที่นี่ยังขึ้นชื่อมากอีกด้วยนะ
ประเทศมองโกเลีย ดินแดนแห่งตำนานที่มีเรื่องราวเล่าขานมาช้านาน อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมถึงธรรมชาติที่งดงาม โดยเฉพาะความสวยของอุทยานแห่งชาติ Altai Tavan Bogd ที่เรียกได้ว่าสวยไม่แพ้ที่ไหน ๆ เลย โดยอุทยานแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องตกแต่งใด ๆ เพิ่ม ก็สวยงามด้วยวิวแม่น้ำและภูเขาตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงทำให้เป็นแหล่งพักผ่อนชมวิวสุดโปรดของนักท่องเที่ยวมากมาย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ซึ่งผู้คนนิยมมาพายเรือคายัคและขี่ม้าแข่งด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าแหล่งท่องเที่ยวที่มีครบทุกอย่างแบบเมืองไทย จะต้องอยู่ในลิสต์ของเราอย่างแน่นอน ซึ่งเมืองไทยมีทั้งอาหารหลากหลายเมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง หรือต้มข่าไก่ ฯลฯ วัดเก่าแก่สวยงาม แหล่งช้อปปิ้งหลากสไตล์ ไปจนถึงทิวทรรศน์งดงามตามธรรมชาติ แต่ไฮไลท์ที่ชาวต่างชาติชอบกันเป็นพิเศษก็คือ “เกาะพีพี” ซึ่งเป็นหนึ่งในความภูมิใจของไทยเรานี่เอง โดยเกาะนี้สวยถึงขนาดที่ชาวต่างชาติยกย่องให้เป็นหนึ่งในเกาะที่สวยที่สุดในเอเชียเลยทีเดียว
สำหรับคนที่ต้องการสัมผัสศิลปะแบบโบราณที่ยังคงงดงามไม่แพ้สมัยก่อน คุณก็ควรลองไปเยี่ยมชม "นครวัด" ที่ประเทศกัมพูชาดูสักครั้ง เพราะที่นี่ถือเป็นศาสนสถานของชาวพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเต็มไปด้วยศิลปะที่ปราณีตสวยงามมากมายทั้งสถาปัตยกรรมที่งดงาม รวมไปถึงภาพสลักสวย ๆ จากวรรณคดีเก่าแก่
5. ประเทศญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมกันมากทีเดียว เพราะมีครบไปซะทุกอย่าง ทั้งอาหารอร่อย ๆ แหล่งช้อปปิ้ง รวมไปถึงสถานที่เที่ยวทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม บางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวใช้จ่ายให้มากมาย แต่ก็สามารถสัมผัสความสวยของที่นี่ได้เหมือนกัน ซึ่งก็คือการชมซากุระที่มีเฉพาะในญี่ปุ่นนั่นเอง โดยที่ความงามของดอกไม้ชนิดนี้จะทำให้คุณประทับใจจนลืมไม่ลงเลยล่ะ
อินเดียเป็นอีกประเทศที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรม รวมถึงมีความหลากหลายแทรกตัวอยู่ทุกพื้นที่ ในแต่ละเมืองก็มีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ถ้าคุณเป็นคนรักธรรมชาติอย่างแท้จริง คุณก็จะต้องหลงรักที่นี่อย่างแน่นอน เพราะอุทยานแห่งชาติ Kaziranga ถือเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่ามากมาย โดยมีทั้งแรดและช้างป่าจำนวนมากให้เหล่าคนรักสัตว์ได้สัมผัส พร้อมทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่งดงาม นอกจากนี้ อาหารอินเดียยังมีเมนูขึ้นชื่อมากมายที่น่าลิ้มลองอีกด้วย
และแล้วก็มาถึงประเทศสุดท้ายซึ่งก็คือประเทศเวียดนามที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง โดยที่นี่เหมาะกับคนที่ชอบใช้วันพักผ่อนแบบเงียบสงบเป็นที่สุด เพราะไม่มีรถติดให้วุ่นวายจากการที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ แถมโคมผ้าน่ารัก ๆ ที่ชาวบ้านนิยมใช้กัน พร้อมทั้งชุดพื้นเมืองสวย ๆ ยังช่วยให้เมืองแห่งนี้ยังมีบรรยากาศอ่อนหวานน่ารักมาก ๆ อีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนจะประทับใจจนซื้อชุดพื้นเมืองของที่นี่กลับไปเป็นที่ระลึกกันมาแล้ว
ที่มา http://travel.kapook.com/view45553.html
ล่องใต้เที่ยวทะเลเมืองตรัง ลุยป่า ลอดถ้ำสัมผัสสีเขียว
ล่องใต้เที่ยวทะเลเมืองตรัง ลุยป่า-ลอดถ้ำสัมผัสสีเขียว (ไทยโพสต์)
โดย : สรณะ
หากพูดถึงจังหวัดสีเขียว เมืองตรัง อยู่ในใจของนักผจญภัยอย่างแน่นอน ด้วยความยาวของชายฝั่งทะเลอันดามันกว่า 120 กม. ที่มีหาดทรายขาว ปะการังสวย น้ำทะเลใส หรือเกาะแก่งกลางทะเลที่งดงามด้วยภูมิทัศน์ นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ทั้งป่า เขา น้ำตก ถ้ำ หินสูงตระหง่านที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูง งดงามเกินคำบรรยาย
การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการเที่ยวป่าเป็นอันดับแรก ที่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) อ.ย่านตาขาว ก่อนมาที่นี่หลายคนนึกถึงผืนป่าใหญ่กว้างขวาง มีเทือกเขาทอดตัวยาว หรือมีเขาสูงเตี้ยสลับกันไป แต่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ เป็นต้นน้ำของลำห้วยเล็ก ๆ ลักษณะป่าจะเป็นป่าดิบชื้น ป่าพรุ และทุ่งหญ้าเป็นพื้นที่ป่าแวดล้อมไปด้วยชุมชนเล็ก ๆ โดยรอบ จึงกล่าวได้ว่าเป็นเมืองล้อมป่า มิใช่ป่าล้อมเมืองเฉกเช่นผืนป่าทั่วไป

ภายในมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้เลือกหลายเส้นทาง ที่พลาดไม่ได้ คือเส้นทางสะพานศึกษาเรือนยอดไม้ (Canopy Walk Way) ลักษณะเป็นหอคอยไต่ระดับมีสะพานแขวนเชื่อมต่อกัน ระยะทางยาวประมาณ 175 เมตร สูงประมาณ 18 เมตร สร้างขึ้นเพื่อใช้ศึกษาความแตกต่างทางชีวภาพของป่าดิบในความสูงระดับต่าง ๆ และสามารถมองเห็นป่าไม้ในระยะใกล้ชิดอีกมุมมองหนึ่ง และได้สัมผัสกับธรรมชาติของสังคมพืชเรือนยอดไม้ของต้นไม้สูง ๆ ได้อย่างชัดเจนในระดับสายตา ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก และผล
อีกทั้งจะได้พบเห็นสัตว์ป่าจำพวกนก กระรอก กระแต ลิง ค่าง โดยไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นฟ้า แล้วใช้กล้องส่อง ถ้ามองลงมาด้านล่างจะเห็นรอยต่อระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าพรุได้ชัดเจน โดยสถานที่ดังกล่าวนี้ สามารถเที่ยวได้ตลอดปี ใช้เวลาเดินประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ต่อมาเราก็ออกเดินทางไปพายเรือระทึก ถ้ำเล เขากอบ อ. ห้วยยอด เป็นถ้ำที่มีสายน้ำไหลผ่านตัวถ้ำ การเข้าชมความงามของถ้ำดังกล่าวไม่เหมือนการเข้าชมถ้ำที่อื่น ๆ เพราะผู้เข้าชมต้องนั่งเรือท้องแบนไฟเบอร์ขนาด 5 คน ที่ทาง อบต.เขากอบจัดเตรียมไว้ให้ พร้อมคนพายหัวท้ายเรือจะเคลื่อนตัวลอยเลาะเลียบสายน้ำไปตามลำคลองเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ ให้ได้ชื่นชมบรรยากาศสบาย ๆ ของสองฟากฝั่งที่ร่มรื่นเขียวครึ้มไปด้วยต้นยาง
มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อเรือมาชะลอตัวอยู่หน้าภูเขาสูงชัน ที่เบื้องหน้ามีเพียงสายน้ำที่ไหลลอดหายเข้าไปใต้ภูเขา ระหว่างทางเรือจะเทียบท่าให้เดินขึ้นไปในเวิ้งถ้ำเพื่อชมความงามของหินงอกหินย้อยรูปร่างต่าง ๆ มีทั้งหมด 8 ถ้ำ แต่ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวชมเพียง 5 ถ้ำ
ไฮไลต์ของการล่องเรือจะอยู่ในช่วงที่เพดานต่ำสุด เรียกช่วงนี้ว่า "การลอดท้องมังกร" ทุกคนบนเรือต้องนอนราบไปกับเรือ เพราะระยะห่างระหว่างเพดานถ้ำอยู่ห่างจากปลายจมูกประมาณแค่หนึ่งฝ่ามือ ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง ทุกคนที่เข้าไปแล้วออกมา จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุกและตื่นเต้นแบบไม่เคยเจอมาก่อน

ถัดมาก็ถึงคราวต้องลงทะเล มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะมาไม่ถึงตรัง โดยเฉพาะถ้ำมรกต ณ เกาะมุก ถือว่าเป็นอันซีน ไทยแลนด์ เป็นถ้ำทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของภูผา มีความงดงามตระการตาอย่างมาก ซึ่งจะเข้า-ออกได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น
จากปากทางเข้าถ้ำซึ่งเป็นโพรงเล็ก ๆ ช่วงเวลาน้ำลด โพรงนี้จะสูงพ้นระดับน้ำพอให้เรือคายัค ลอดมาได้ แต่หากช่วงน้ำมากอาจจะต้องว่ายน้ำลอยคอเกาะกันเข้าไปตามทางที่คดโค้ง ระยะทางประมาณ 80 เมตร

เมื่อพ้นปากถ้ำออกมา อีกด้านจะเป็นหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน ที่มีท้องฟ้าเป็นหลังคา และผนังแต่งแต้มด้วยลายเขียวของใบไม้ โพรงที่ลอดเข้าถ้ำมรกตจะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเกาะ ยามแสงอาทิตย์ทำมุมพอเหมาะ ทั้งเกาะและเวิ้งถ้ำก็พลันกลายเป็นสีเขียวมรกตสวยงาม ประหนึ่งจิตรกรรมแห่งธรรมชาติที่ได้บรรจงสร้างให้มวลมนุษย์ได้ชื่นชม
หลังจากว่ายกลับออกมาหน้าปากถ้ำมรกต รอบ ๆ เกาะมุกยังมีแนวปะการังแข็งอ่อน กัลปังหา และปลาหลากชนิดน่าชมมาก เหมาะสำหรับทั้งการดำน้ำตื้นและลึก นอกจากนี้ หากแวะไปที่ชายหาดสวยงามด้านฝั่งตะวันออกของเกาะ ก็จะได้พบกับวิถีชีวิตชาวประมงของชุมชนบ้านเกาะมุก ซึ่งสะท้อนให้เห็นการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้

ปิดท้าย ด้วยการนั่งเรือไปพายคายัครอบ เกาะกระดาน ชมปะการังน้ำตื้น ถือเป็นเกาะที่สวยแห่งหนึ่งของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุก และเกาะลิบง มีเนื้อที่กว่า 600 ไร่
หาดทรายที่นี่ขาวเนียนละเอียดมากเหมือนแป้ง น้ำทะเลใสสีสวยจนเห็นริ้วทรายใต้พื้นน้ำ สุดชายหาดด้านเหนือ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นแนวปะการังทอดยาวออกไปในทะเลเกือบร้อยไร่ เช่น ปะการังสมอง ปะการังเขากวาง ปะการังอ่อนหนามแดง และสามารถมองเห็นปลาหลากชนิดที่มีสีสันสวยงามแหวกว่ายไปมาอย่างชัดเจน เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนเกาะอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานวิวาห์ใต้สมุทรของจังหวัดตรัง

นอกจากนี้ ที่หน้าหาดยังเป็นที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นเกาะมุก เกาะแหวน เกาะเชือก เกาะม้าเรียง ไปจนถึงเกาะไหง จากหาดนี้มีเส้นทางเดินเท้าไปชมยังหาดอื่น ๆ ของเกาะได้ เช่น หาดอ่าวช่องลม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งเป็นจุดเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ตกดิน ลักษณะหาดเป็นหาดเล็ก ๆ ทรายเม็ดละเอียด แต่มีโขดหินสีน้ำตาลเกลื่อนกลาดเต็มหาด เป็นภูมิทัศน์ที่ดูแปลกตา ทางทิศใต้ของเกาะมีแนวปะการังน้ำตื้นอยู่ด้านหน้าหาดอ่าวเนียง ซึ่งเป็นจุดดำน้ำอีกแห่งหนึ่งของเกาะกระดาน

เห็นความมหัศจรรย์ของเมืองตรังแล้ว เล่นเอาหลายคนอยากจัดกระเป๋ามาเที่ยวได้ทันที แต่มีคำเตือนนิดเดียวจากชาวตรัง ขอให้มาแต่ตัว และเก็บความทรงจำที่ประทับใจกลับออกไปเท่านั้น อย่าเข้ามาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ อย่าเอาขยะมาทิ้งไว้ ขณะที่การพายเรือก็อย่าใช้ไม้ค้ำจนปะการังได้รับความเสียหาย ส่วนการไปถ้ำก็อย่าสัมผัสหินงอกหินย้อย เพราะจะทำให้มันตาย และหากเป็นไปได้ การเดินทางมาที่นี่ควรใช้รถไฟแทนเครื่องบิน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นไปตามแนวคิด 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.
ที่มา http://travel.kapook.com/view46697.html
โดย : สรณะ
หากพูดถึงจังหวัดสีเขียว เมืองตรัง อยู่ในใจของนักผจญภัยอย่างแน่นอน ด้วยความยาวของชายฝั่งทะเลอันดามันกว่า 120 กม. ที่มีหาดทรายขาว ปะการังสวย น้ำทะเลใส หรือเกาะแก่งกลางทะเลที่งดงามด้วยภูมิทัศน์ นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ทั้งป่า เขา น้ำตก ถ้ำ หินสูงตระหง่านที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูง งดงามเกินคำบรรยาย
การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการเที่ยวป่าเป็นอันดับแรก ที่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) อ.ย่านตาขาว ก่อนมาที่นี่หลายคนนึกถึงผืนป่าใหญ่กว้างขวาง มีเทือกเขาทอดตัวยาว หรือมีเขาสูงเตี้ยสลับกันไป แต่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ เป็นต้นน้ำของลำห้วยเล็ก ๆ ลักษณะป่าจะเป็นป่าดิบชื้น ป่าพรุ และทุ่งหญ้าเป็นพื้นที่ป่าแวดล้อมไปด้วยชุมชนเล็ก ๆ โดยรอบ จึงกล่าวได้ว่าเป็นเมืองล้อมป่า มิใช่ป่าล้อมเมืองเฉกเช่นผืนป่าทั่วไป
ภายในมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้เลือกหลายเส้นทาง ที่พลาดไม่ได้ คือเส้นทางสะพานศึกษาเรือนยอดไม้ (Canopy Walk Way) ลักษณะเป็นหอคอยไต่ระดับมีสะพานแขวนเชื่อมต่อกัน ระยะทางยาวประมาณ 175 เมตร สูงประมาณ 18 เมตร สร้างขึ้นเพื่อใช้ศึกษาความแตกต่างทางชีวภาพของป่าดิบในความสูงระดับต่าง ๆ และสามารถมองเห็นป่าไม้ในระยะใกล้ชิดอีกมุมมองหนึ่ง และได้สัมผัสกับธรรมชาติของสังคมพืชเรือนยอดไม้ของต้นไม้สูง ๆ ได้อย่างชัดเจนในระดับสายตา ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก และผล
อีกทั้งจะได้พบเห็นสัตว์ป่าจำพวกนก กระรอก กระแต ลิง ค่าง โดยไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นฟ้า แล้วใช้กล้องส่อง ถ้ามองลงมาด้านล่างจะเห็นรอยต่อระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าพรุได้ชัดเจน โดยสถานที่ดังกล่าวนี้ สามารถเที่ยวได้ตลอดปี ใช้เวลาเดินประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ต่อมาเราก็ออกเดินทางไปพายเรือระทึก ถ้ำเล เขากอบ อ. ห้วยยอด เป็นถ้ำที่มีสายน้ำไหลผ่านตัวถ้ำ การเข้าชมความงามของถ้ำดังกล่าวไม่เหมือนการเข้าชมถ้ำที่อื่น ๆ เพราะผู้เข้าชมต้องนั่งเรือท้องแบนไฟเบอร์ขนาด 5 คน ที่ทาง อบต.เขากอบจัดเตรียมไว้ให้ พร้อมคนพายหัวท้ายเรือจะเคลื่อนตัวลอยเลาะเลียบสายน้ำไปตามลำคลองเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ ให้ได้ชื่นชมบรรยากาศสบาย ๆ ของสองฟากฝั่งที่ร่มรื่นเขียวครึ้มไปด้วยต้นยาง
มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อเรือมาชะลอตัวอยู่หน้าภูเขาสูงชัน ที่เบื้องหน้ามีเพียงสายน้ำที่ไหลลอดหายเข้าไปใต้ภูเขา ระหว่างทางเรือจะเทียบท่าให้เดินขึ้นไปในเวิ้งถ้ำเพื่อชมความงามของหินงอกหินย้อยรูปร่างต่าง ๆ มีทั้งหมด 8 ถ้ำ แต่ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวชมเพียง 5 ถ้ำ
ไฮไลต์ของการล่องเรือจะอยู่ในช่วงที่เพดานต่ำสุด เรียกช่วงนี้ว่า "การลอดท้องมังกร" ทุกคนบนเรือต้องนอนราบไปกับเรือ เพราะระยะห่างระหว่างเพดานถ้ำอยู่ห่างจากปลายจมูกประมาณแค่หนึ่งฝ่ามือ ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง ทุกคนที่เข้าไปแล้วออกมา จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุกและตื่นเต้นแบบไม่เคยเจอมาก่อน
ถัดมาก็ถึงคราวต้องลงทะเล มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะมาไม่ถึงตรัง โดยเฉพาะถ้ำมรกต ณ เกาะมุก ถือว่าเป็นอันซีน ไทยแลนด์ เป็นถ้ำทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของภูผา มีความงดงามตระการตาอย่างมาก ซึ่งจะเข้า-ออกได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น
จากปากทางเข้าถ้ำซึ่งเป็นโพรงเล็ก ๆ ช่วงเวลาน้ำลด โพรงนี้จะสูงพ้นระดับน้ำพอให้เรือคายัค ลอดมาได้ แต่หากช่วงน้ำมากอาจจะต้องว่ายน้ำลอยคอเกาะกันเข้าไปตามทางที่คดโค้ง ระยะทางประมาณ 80 เมตร
เมื่อพ้นปากถ้ำออกมา อีกด้านจะเป็นหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน ที่มีท้องฟ้าเป็นหลังคา และผนังแต่งแต้มด้วยลายเขียวของใบไม้ โพรงที่ลอดเข้าถ้ำมรกตจะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเกาะ ยามแสงอาทิตย์ทำมุมพอเหมาะ ทั้งเกาะและเวิ้งถ้ำก็พลันกลายเป็นสีเขียวมรกตสวยงาม ประหนึ่งจิตรกรรมแห่งธรรมชาติที่ได้บรรจงสร้างให้มวลมนุษย์ได้ชื่นชม
หลังจากว่ายกลับออกมาหน้าปากถ้ำมรกต รอบ ๆ เกาะมุกยังมีแนวปะการังแข็งอ่อน กัลปังหา และปลาหลากชนิดน่าชมมาก เหมาะสำหรับทั้งการดำน้ำตื้นและลึก นอกจากนี้ หากแวะไปที่ชายหาดสวยงามด้านฝั่งตะวันออกของเกาะ ก็จะได้พบกับวิถีชีวิตชาวประมงของชุมชนบ้านเกาะมุก ซึ่งสะท้อนให้เห็นการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้
ปิดท้าย ด้วยการนั่งเรือไปพายคายัครอบ เกาะกระดาน ชมปะการังน้ำตื้น ถือเป็นเกาะที่สวยแห่งหนึ่งของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุก และเกาะลิบง มีเนื้อที่กว่า 600 ไร่
หาดทรายที่นี่ขาวเนียนละเอียดมากเหมือนแป้ง น้ำทะเลใสสีสวยจนเห็นริ้วทรายใต้พื้นน้ำ สุดชายหาดด้านเหนือ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นแนวปะการังทอดยาวออกไปในทะเลเกือบร้อยไร่ เช่น ปะการังสมอง ปะการังเขากวาง ปะการังอ่อนหนามแดง และสามารถมองเห็นปลาหลากชนิดที่มีสีสันสวยงามแหวกว่ายไปมาอย่างชัดเจน เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนเกาะอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานวิวาห์ใต้สมุทรของจังหวัดตรัง
นอกจากนี้ ที่หน้าหาดยังเป็นที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นเกาะมุก เกาะแหวน เกาะเชือก เกาะม้าเรียง ไปจนถึงเกาะไหง จากหาดนี้มีเส้นทางเดินเท้าไปชมยังหาดอื่น ๆ ของเกาะได้ เช่น หาดอ่าวช่องลม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งเป็นจุดเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ตกดิน ลักษณะหาดเป็นหาดเล็ก ๆ ทรายเม็ดละเอียด แต่มีโขดหินสีน้ำตาลเกลื่อนกลาดเต็มหาด เป็นภูมิทัศน์ที่ดูแปลกตา ทางทิศใต้ของเกาะมีแนวปะการังน้ำตื้นอยู่ด้านหน้าหาดอ่าวเนียง ซึ่งเป็นจุดดำน้ำอีกแห่งหนึ่งของเกาะกระดาน
เห็นความมหัศจรรย์ของเมืองตรังแล้ว เล่นเอาหลายคนอยากจัดกระเป๋ามาเที่ยวได้ทันที แต่มีคำเตือนนิดเดียวจากชาวตรัง ขอให้มาแต่ตัว และเก็บความทรงจำที่ประทับใจกลับออกไปเท่านั้น อย่าเข้ามาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ อย่าเอาขยะมาทิ้งไว้ ขณะที่การพายเรือก็อย่าใช้ไม้ค้ำจนปะการังได้รับความเสียหาย ส่วนการไปถ้ำก็อย่าสัมผัสหินงอกหินย้อย เพราะจะทำให้มันตาย และหากเป็นไปได้ การเดินทางมาที่นี่ควรใช้รถไฟแทนเครื่องบิน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นไปตามแนวคิด 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.
ที่มา http://travel.kapook.com/view46697.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)